ถ่ายภาพหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรทัศน์

      หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เป็นหลอดภาพ(CRT) หรือโทรทัศน์มีการวิ่งด้วยความถี่ค่าหนึ่ง ซึ่งหากมองด้วยตาเปล่าเราจะไม่รู้สึกเลยว่ามีการเคลื่อนไหวของเส้นในแนวนอนอยู่ แต่ถ้าลองมองผ่านจอแอลซีดี(LCD) ของกล้องจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าจอไม่ได้ราบเรียบเหมือนที่ตาเรามอง นั่นเพราะตาเราไม่ไวพอที่จะแยกความถี่ของสัญญาณเหล่านั้นได้นั่นเอง

      ปัญหาในการถ่ายภาพประเภทนี้คือ มักมีแถบสีดำๆ ซึ่งก็คือความถี่ของสัญญาณที่วิ่งอยู่ติดมาด้วย เพราะความเร็วชัตเตอร์มีค่าสูงพอที่จะจับความถี่ตรงนั้นได้ สำหรับวิธีการแก้ปัญหามีดังนี้
    – เตรียมอุปกรณ์เสริมความนิ่ง (ขาตั้งกล้อง)
       – ใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำๆ เช่น 1/4, 1/8 วินาที เป็นต้น แล้วแต่ความกว้างของรูรับแสงด้วย
       – ไม่ใช้แฟลช(ปิดแฟลช)
       – ถ่ายในระดับพอดีกับจอภาพ


    การถ่ายภาพหน้าจอที่เป็นจอ LCD บางรุ่น แม้ไม่พบปัญหาเรื่องความถี่ของสัญญาณภาพที่เกิดเป็นแถบดำ แต่มีข้อควรระวังคือ ควรตั้งกล้องให้อยู่ในระดับเดียวกับจอภาพและหันทิศทางกล้องให้ตั้งฉากไปกับจอ อย่าถ่ายจากมุมเฉียง เพราะจะได้สีสันหรือความสว่างของภาพไม่ตรงกับความเป็นจริง

สนับสนุนโดย : ทางเข้า WinningFT  สมัครแทงบอลผ่านเน็ต ทางเข้าเว็บแทงบอล WinningFT Main ที่นี่ เล่นบอลผ่านเว็บ พนันบอล ขั้นต่ำ 500 บาท แทงบอลสด WinningFT 24 ชม.

ภาพถ่ายจากการเคลื่อนที่ของแสงไฟ

                ช่วงเวลาที่ไม่มีแสงตามธรรมชาติก็คือช่วงเวลาที่มนุษย์เราจะต้องใช้ไฟประดิษฐ์ หรือพูดกันง่ายๆ ก็คือแสงไฟทั้งหลายนั่นเอง  แสงเหล่านี้ บางทีก็อยู่กับที่ แต่บางทีก็เคลื่อนที่ได้ ตัวอย่างเช่น แสงจากยานพาหนะตามท้องถนน, แสงจากเครื่องเล่นในสวนสนุก เป็นต้น

                เพื่อให้ได้ภาพการเคลื่อนที่ของแสงไฟเหล่านั้นมีวิธีดังนี้

-                   เตรียมอุปกรณ์เสริมความนิ่งของกล้อง นั่นคือ ขาตั้งกล้อง และเลือกวิธีลั่นชัตเตอร์ตามวิธีที่กล่าวไปแล้วข้างต้น

-                   ปิดแฟลชไว้เลย ไม่ต้องใช้

-                   ตั้งความเร็วชัตเตอร์ต่ำๆ เส้นของแสงไฟนั้นจะหนาหรือสั้นยาว ขึ้นกับความเร็วชัตเตอร์ โดยถ้าใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำมากเท่าไหร่ เส้นก็จะยิ่งยาวและมีความหนามาก ซึ่งบางครั้งก็ไม่สวยเสมอไป แล้วแต่ความต้องการมากกว่า

-                   ยืนในตำแหน่งที่เห็นความเคลื่อนไหวของแสงไฟนั้นชัดเจน เช่น บนสะพานลอย, มุมถนน เมื่อถ่ายภาพออกมาจะได้รูปที่เห็นการเคลื่อนที่ของแสงไฟเป็นเส้นๆ

 

สนับสนุนโดย : ทางเข้า STSBET สมัครสมาชิก เล่นบอลผ่านเน็ต ทางเข้าแทงบอล STSBET Login ที่นี่ พนันฟุตบอลออนไลน์ พนันบอล ขั้นต่ำ 500 บาท วางบอลวันนี้ STSBET 24 ชม.

เห็นการเคลื่อนที่ของวัตถุ

                เมื่อถ่ายภาพวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหวด้วยความเร็วชัตเตอร์ต่ำแล้ว  จะทำให้เห็นลักษณะการเคลื่อนที่ของวัตถุ  อาจเป็นเส้นๆ หรือเป็นเงาเบลอๆ  เป็นเพราะว่า  กล้องมีการเปิดรับแสงที่นานขึ้นนั่นเอง

             เสน่ห์ของการถ่ายภาพด้วยชัตเตอร์ต่ำ  นอกจากได้เห็นเส้นทางการเคลื่อนที่ของวัตถุที่เป็นตัวแบบแล้ว  ยังสามารถนำไปปรับใช้กับภาพอีกหลายลักษณะ เช่น  ถ่ายภาพแสงไฟจากรถที่วิ่งตามท้องถนนตอนกลางคืน, ภาพที่ต้องการให้ฉากหลังเบลอแบบมีการเคลื่อนไหว  ส่วนตัวแบบนิ่ง  เป็นต้น

                อย่างไรก็ตามผลของการใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำ  คือโอกาสที่ภาพเกิดการสั่นไหวมีสูง  ซึ่งก็แล้วแต่จุดประสงค์ของการถ่ายภาพ  เพราะภาพบางภาพ อาจต้องการผลลับเช่นนั้นก็ได้

 

สนับสนุนโดย : ทางเข้า IBCBET สมัครสมาชิก แทงบอลผ่านเน็ต ทางเข้าแทงบอล IBCBET Login ที่นี่ วางบอลผ่านเน็ต โต๊ะพนันบอล ขั้นต่ำ 500 บาท วางบอลวันนี้ IBCBET 24 ชม.

การถ่ายภาพพระอาทิตย์ตก


ภาพพระอาทิตย์ตกเป็นภาพวิวทิวทัศน์ที่สวยงามแบบหนึ่ง เพราะเป็นภาพที่ให้ความรู้สึกที่โรแมนติก โทนสีของภาพส่วนใหญ่จะเป็นสีส้มแดง และหากเพิ่มองค์ประกอบของภาพเป็นทะเล,ทะเลสาบ,ภูเขา,ทุ่งหญ้า แล้วล่ะก็ จะช่วยเพิ่มความสวยงามให้กับภาพได้อีกมากทีเดียว
การถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกจะต้องเตรียมตัวก่อนถึงเวลาที่พระอาทิตย์จะตก ควรจะไปเดินสำรวจพื้นที่ มุมกล้องต่างๆ เพราะช่วงเวลาที่สวยงามนั้นจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว หากเตรียมตัวไม่พร้อมอาจจะพลาดโอกาสดีๆของวันนั้นไปได้
อุปกรณ์สำคัญในการถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกนอกจากกล้องแล้ว คือ ขาตั้งกล้อง เพราะความแรงของแสงขณะพระอาทิตย์ใกล้ตกอาจมีน้อยจนทำให้ความเร็วชัตเตอร์สูงไม่พอ ภาพอาจจะสั่นได้


ข้อควรระวังในการถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกคือ หลีกเลี่ยงการเล็งกล้องไปยังพระอาทิตย์โดยตรงเป็นเวลานานๆ เพราะอาจจะทำให้เซ็นเซอร์รับภาพของกล้องเสียหายได้ อีกทั้งควรรอให้พระอาทิตย์อยู่ในระดับต่ำ(ใกล้ตก) แล้วจึงค่อยถ่าย เช่น กะระยะประมาณ 1 เซนติเมตรก่อนพระอาทิตย์ตกลับขอบฟ้า เป็นต้น จะช่วยยืดอายุของเซ็นเซอร์รับภาพได้

ความเข้มและความเปรียบต่างของแสง

ถ้าหากจะยกตัวอย่างแสงอาทิตย์ในหนึ่งวัน แสงที่มีความเข้มมาก(High Intensity Light) ก็คือ แสงอาทิตย์ในช่วงเที่ยงที่แดดร้อนจัด(พระอาทิตย์อยู่เหนือศีรษะพอดี) ยิ่งถ้าท้องฟ้าแจ่มใสไม่มีเมฆบดบัง ความเข้มแสงก็ยิ่งสูงตามไปด้วย ส่วนแสงที่มีความเข้มน้อย(Low Intensity Light) ก็คือแสงอาทิตย์ในช่วงเช้าและช่วงเย็นหรือเวลามีเมฆหมอกมาบัง แสงแบบนี้อาจเรียกได้ว่า แสงนุ่ม นั่นเอง
ความเปรียบต่าง(contrast)ของแสง คือ ความแตกต่างของค่าแสงบริเวณต่างๆ ภายในภาพ ภาพที่มีความเปรียบต่างสูง(high contrast) เป็นภาพที่แสงมีความแตกต่างกันมาก เช่น ภาพที่มีส่วนในร่มและกลางแจ้งอยู่ในภาพเดียว ส่วนภาพที่มีความเปรียบต่างต่ำ(low contrast) เป็นภาพที่แสงค่อนข้างสม่ำเสมอกันทั้งภาพ
ความเปรียบต่างสูงหรือต่ำ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความเข้มแสง แสงที่มีความเข้มมาก เมื่อส่องกระทบวัตถุจะทำให้เกิดความเปรียบต่างสูง เพราะส่วนของวัตถุที่โดนแสงจะสว่างจ้าและส่วนที่ไม่โดนแสงจะเป็นเงามืด ทำนองเดียวกัน แสงที่มีความเข้มน้อย ทำให้เกิดความเปรียบต่างต่ำ นอกจากนี้ยังขึ้นกับทิศทางของแสงและองค์ประกอบภาพอย่างอื่นด้วย เช่น ภาพที่มีฉากหลังเป็นแสงยามเย็นพระอาทิตย์ตก แม้ว่าความเข้มแสงจะน้อย แต่ทิศทางที่แสงย้อนเข้ามาหากล้องจะทำให้ฉากหน้ามืดไป จึงเป็นไปได้ยากที่จะเก็บรายละเอียดของวัตถุที่เป็นฉากหน้าไปพร้อมๆกับพระอาทิตย์ที่คมชัด ลักษณะนี้เกิดเป็นความเปรียบต่างสูงระหว่างวัตถุกับพระอาทิตย์

ชดเชยแสงทางบวกเมื่อไหร่ และลบเมื่อไหร่

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า  วัตถุสีสว่างชดเชยแสงทางบวก  และวัตถุสีเข้มชดเชยแสงทางลบ  ก็มักจะมีคำถามกลับมาอีกว่า  จะจำแนกอย่างไรว่า  แบบนี้ถือเป็นวัตถุสีสว่างหรือวัตถุสีเข้มและจะชดเชยแสงไปอย่างไร? เท่าไร? คำถามนี้ตอบตายตัวได้ยาก  แต่ก็พอจะมีไกด์ในเรื่องการชดเชยแสงโดยสร้างเป็นตารางเปรียบเทียบจากสีที่สะท้อนจากวัตถุ ดังภาพด้านล่าง


ส่วนใหญ่แล้วภาพหนึ่งภาพ  คงไม่ได้มีสีหรือโทนสีเพียงสีเดียว  ดังนั้นช่างภาพจะต้องประเมินน้ำหนักของส่วนสว่างหรือมืดในภาพด้วย  เช่น  ถ้าหากมีส่วนสว่างเกิน 70% ของภาพ  ก็ควรชดเชยแสงไปทางบวก เป็นต้น  อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญอยู่ที่  เราให้ความสำคัญกับส่วนใดในภาพ  หรืออยากจะให้บริเวณนั้นมีค่าแสงถูกต้อง  เช่น ภาพที่มีความต่างของแสงสะท้อนมากและมีน้ำหนักทั้งส่วนสว่างและส่วนมืดใกล้เคียงกัน ก็ต้องดูว่า จุดสนใจอยู่ส่วนใดมากกว่า แล้วจึงชดเชยแสงส่วนนั้นให้ถูกต้อง

การอ่านฮิสโตแกรม (Histogram)


  ฮิสโตแกรม (Histogram) เป็นข้อมูลที่แสดงให้เห็นระดับความพอดีของแสงในภาพถ่าย  โดยส่วนใหญ่จะแสดงออกมาเมื่อเราเรียกดูรายละเอียดของภาพ  ซึ่งมีในกล้องดิจิตอลเกือบทุกรุ่น  นอกจากนี้ในกล้องบางรุ่นยังมี Live Histogram ให้สามารถดูสภาพแสงได้ในขณะถ่ายภาพอีกด้วย  โดยฮิสโตแกรมจะอยู่ในรูปของกราฟที่บอกปริมาณความสว่างในแกนตั้งและจำนวนพิกเซลที่แต่ละระดับความสว่างในแกนนอน

          ประโยชน์ของฮิสโตแกรมคือแสดงให้เราเห็นความมืด/สว่างโดยรวมของภาพ  การกระจายตัวของแสงเงา  และความสมดุลของสี  ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจลักษณะของภาพและปรับแต่งได้อย่างเหมาะสม  สำหรับภาพที่เปิดรับแสงพอเหมาะควรมีน้ำหนักของกราฟเฉลี่ยอยู่ตรงกลาง  อย่างไรก็ตาม  การวิเคราะห์ฮิสโตแกรม  จะต้องดูภาพที่ได้ควบคู่ไปด้วยเสมอ  เพราะบางกรณี  ฮิสโตแกรมอาจให้ข้อมูลเหมือนว่าภาพจะมีแสงมากหรือน้อยเกินไป  แต่ที่จริงแล้วภาพบางภาพต้องการปริมาณแสงเท่านั้นจริงๆ

ขั้นตอนการวัดแสง


1.    เล็งกล้องไปยังจุดที่ต้องการถ่ายภาพ  แล้วกดชัตเตอร์ลงครึ่งหนึ่งเพื่อวัดและอ่านค่าแสงตรงจุดนั้น
           •    กรณีที่เลือกใช้ระบบวัดแสงแบบเฉลี่ยทั้งภาพ  อาจไม่ต้องกังวลกับการวัดแสงมากนัก  เพราะกล้องจะเฉลี่ยค่าแสงทั้งภาพออกมา  แต่ถ้าหากใช้ระบบเฉลี่ยหนักกลาง  จะต้องเน้นไปยังช่วงกลางภาพ  โดยให้วัตถุที่จะถ่ายมีขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ส่วนกลางภาพทั้งหมด  กล้องจึงจะอ่านค่าแสงได้ถูกต้อง  และถ้าใช้ระบบวัดแสงเฉพาะจุด  ก็ยิ่งจะต้องเน้นไปยังจุดนั้นๆ อย่างแม่นยำ
  •    กรณีถ่ายภาพในโหมด P,A และ S จะพบว่าเมื่อวัดแสงแล้ว  ไม่ว่าความเร็วชัตเตอร์และรูรับแสงจะมีค่าเท่าไรก็ตาม สเกล(scale) บอกค่าแสงจะอยู่ที่ 0 เสมอ  นั่นคือกล้องจะพยายามปรับแสงให้พอดีตลอดเวลา  ตามรูปแบบการวัดแสงที่ได้เลือกไว้  แต่หากใช้โหมดการถ่ายภาพแบบ Manual จะสังเกตว่าสเกลวัดแสงจะขึ้นอยู่กับการปรับความเร็วชัตเตอร์และรูรับแสง

2.    สิ่งที่จะได้กลับมาจากการวัดแสง  คือค่าของขนาดรูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์ที่กล้องคิดว่าทำให้แสงพอดีค่าหนึ่ง  แต่ในความเป็นจริงแล้ว  ระบบวัดแสงของกล้องอาจถูกหลอก  เช่น  กรณีที่มีแสงสะท้อนจากวัตถุมากหรือน้อยเกินไป  จึงต้องมีการชดเชยแสง

เลือกระบบวัดแสงและตั้งค่าชดเชยแสง

เว็บเล่นบาคาร่า            เลือกระบบวัดแสง

ระบบวัดแสงในกล้องแต่ละตัวมีความแตกต่างกันไปตามรุ่นและยี่ห้อ แม้จะใช้ชื่อเรียกที่เหมือนกัน แต่บางครั้งอาจมีวิธีคำนวณค่าแสงที่แตกต่างกันไปได้ ระบบวัดแสงที่พบบ่อยๆและกล้องส่วนใหญ่มักมี ดังนี้

1.ระบบวัดแสงเฉลี่ยหลายส่วน (Matrix หรือ Evaluative Metering) กล้องบางรุ่นอาจใช้คำว่า Multi-Segment การถ่ายภาพในโหมดอัตโนมัติมักใช้ระบบวัดแสงแบบนี้ โดยเฉพาะกล้องดิจิตอลรุ่นเล็ก เพราะเป็นระบบที่ใช้ง่ายและให้ผลดีกับสถานการณ์ส่วนใหญ่ สำหรับภาพที่เหมาะกับระบบวัดแสงแบบนี้ คือภาพที่มีแสงสะท้อนตามบรืเวณต่างๆ ไม่ต่างกันมากนัก เช่น ภาพทิวทัศน์ทั่วไป ภาพบรรยากาศในร้านเน็ตที่คนนั่งเล่นพนันบอลออนไลน์หรือภาพที่ต้องการความรวดเร็วในการถ่าย เช่น งานพิธีต่างๆ ซึ่งไม่ต้องการการวัดแสงที่ละเอียดมากนัก

2.ระบบวัดแสงเฉลี่ยหนักกลาง (Center-Weighted Average Matering) ระบบวัดแสงหนักกลางให้ความสำคัญกับค่าแสงบริเวณกลางภาพมากกว่ารอบนอก ดังนั้นจึงเหมาะกับการถ่ายภาพที่เน้นวัตถุที่มีขนาดพอที่จะเต็มเฟรม เช่น บุคคล, สัตว์, วัตถุต่างๆ และการถ่ายภาพแบบมาโคร เป็นต้น

  3.ระบบวัดแสงเฉพาะจุด (Spot Matering) ระบบวัดแสงแบบนี้ช้กับการถ่ายภาพที่ต้องการเน้นค่าแสงตรงจุดใดจุดหนึ่งเป็นพิเศษ โดยต้องอาศัยความชำนาญพอสมควร เพราะค่อนข้างละเอียดเหมาะกับการถ่ายภาพที่มีความเปรียบต่าง (contrast) ของแสงสูง โดยสามารถเลือกเน้นในจุดที่ต้องการให้แสงพอดีได้ นอกจากนี้ยังเหมาะกับการถ่ายภาพย้อนแสง เช่น บรรยากาศของกลุ่มคนเล่นพนันบอลหรือกรณีที่องค์ประกอบในภาพการแสงสะท้อนหลากหลาย โดยให้เลือกวัดแสงในส่วนที่ต้องการให้แสงพอดี

ความเร็วชัตเตอร์ (Shutter Speed)

Posted on กรกฎาคม 31, 2011 in เรื่องของชัตเตอร์ by tuawon222

Casino Download          ความเร็วชัตเตอร์ (Shutter Speed) เป็นความเร็วในการเปิด/ปิด ช่องรับแสง  เพื่อควบคุมเวลาที่ให้แสงผ่านเข้าสู่กล้องโดยมีเงื่อนไขว่า

-     ความเร็วชัตเตอร์สูง  หมายถึง  เวลาที่แสงสามารถผ่านเข้าสู่กล้องมีน้อย  ซึ่งจะได้ภาพที่หยุดการเคลื่อนไหวของวัตถุ  เช่น  1/500, 1/125  วินาที

-     ความเร็วชัตเตอร์ต่ำ  หมายถึง  เวลาที่แสงสามรถผ่านเข้าสู่กล้องได้นาน  ซึ่งจะได้ภาพที่เห็นการเคลื่อนไหวของวัตถุ เช่น  1/8, 1/2, 1 วินาที

ความเร็วชัตเตอร์จะแสดงเป็นตัวเลขในหน่วยวินาที (แหล่งอ้างอิง: Casino Asia ) เช่น 1/1000 วินาที, 1/30 วินาที, 2 วินาที เป็นต้น ซึ่งหากเปรียบเทียบค่าทั้ง 3 ค่านี้ จะเห็นว่าความเร็วชัตเตอร์ 1/1000 วินาทีย่อมเร็วกว่า 1/30 หรือ 2 วินาที นั่นหมายความว่า การช้ความเร็วชัตเตอร์ 1/1000 วินาที จะทำให้แสงผ่านเข้าสู่กล้องได้น้อยกว่าการใช้ความเร็วชัตเตอร์ 1/30 หรือ 2 วินาที เป็นผลให้ได้ภาพที่มืดกว่า

สนับสนุนโดย : Casino Asia

Next Page »